จีนฮ่อ


ช่องทางต่าง ๆ ตามทิวเขาแดนลาว ในแนวเหนือ - ใต้ ที่กั้นเขตแดนไทย - กับพม่า จะมีช่องทางต่าง ๆ และทิวเขาแนวนี้เป็นที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ ที่เราไปเรียกเหมาว่า จีนฮ่อ คือ
      ช่องทางฮ่องลึก (ด้านท่าขี้เหล็กของพม่า ติดกับอำเภอแม่สาย)
      ช่องทางเมืองฝาง (น้ำกก)
      ช่องทางดอยลาง - ดอยสันจุ๊
      ช่องทางหมูฮ่อ (ช่องกิ่วผาวอก) เชียงดาว
      ช่องทางหลักแต่ง (ช่องเมืองแหง)
      ช่องทางนาป่าแปก (แม่ฮ่องสอน)
      ชนชาวจีนกลุ่มที่บรรทุกสินค้า (เช่นฝิ่น) เข้ามาทางฮ่องลึกไม่ใช่จีนแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยเรียกว่า พวกจีนฮ่อ ชาวจีนฮ่อประมาณ ๑ ใน ๓ จะนับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาจีนกลาง ได้พากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย และกลายเป็นคนไทย เป็นคหบดีของเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนไปหมดแล้ว และถูกวัฒนธรรมของท้องถิ่นกลืน จนกลายเป็นคนไทยไปหมด

       ดังนั้นฮ่อ ที่เป็นรากศัพท์ของฮ่อที่เราเรียกกันในปัจจุบัน จะต้องถือว่าไม่มีแล้ว แต่มีฮ่อรุ่นใหม่ที่เราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ก็เลยเรียกว่า จีนฮ่อ จีนฮ่อรุ่นใหม่ซึ่งความจริงไม่ใช่ แต่เป็นทหารของกองกำลังทหารจีนคณะชาติ ยังมีจีนฮ่อพลเรือน ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในรัฐฉาน สหภาพพม่า และอยู่มานานจนถูกกวาดอย่างจริงจังจากพม่า จึงทะลักเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทย จุดที่สำคัญที่สุดคือ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ในจังหวัดเชียงราย และถ้ำง๊อบในจังหวัดเชียงใหม่

       เมื่อจีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ได้ทั้งหมด เป็นผลให้ จอมพล เจียงไคเช็ค ผู้นำจีนชาติ ต้องถูกไล่ตีตกทะเลไปอยู่ยังฟอร์โมซา หรือเกาะไต้หวันในปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๒ กองกำลังทหารจีนคณะชาติ "ก๊กมินตั๋ง" ที่สำคัญที่เรารู้จักกันในนามของ "กองพล ๙๓" ซึ่งยืนหยัดอยู่ในพม่านั้น ก็ถูกกำลังของพม่ากวาดล้างเกือบจะสลาย ส่วนกองพล (ไม่ได้มีกำลังอัตรากองพล) และกองพลอื่น ๆ ก็เช่นกันถูกกวาดล้างไปจนสูญสลาย ส่วนกองพล ๙๓ นั้น ไม่ได้ถึงกับสลายตัวทั้งกองพล และพอดีกับการที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายยับยั้งการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ จึงให้การช่วยเหลือทำให้กองพล ๙๓ แปรสภาพเป็นกองทหารจีนกู้ชาติ มีกำลังนับหมื่น แต่ในที่สุดสหประชาชาติ ก็ไม่ยินยอมให้กองพล ๙๓ อยู่บนแผ่นดินไทย และอยู่ในแผ่นดินพม่า สหประชาชาติจึงลงมติให้ย้ายกองพล ๙๓ ผ่านประเทศไทย กลับไปอยู่ไต้หวัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ แต่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองพล และทหารในกองพลนี้ ระดับผู้บังคับบัญชาขึ้นมาใหม่ โดยได้ชาวจีนจากราษฏรอาสาสมัครชาวยูนาน ที่หนีภัยคอมมิวนิสต์ มาสมัครเป็นทหารจำนวนมาก คราวนี้ได้จัดกำลังใหม่เป็นรูป "กองทัพ" มีถึง ๕ กองทัพ คือ ท.๑ - ๕ และยืนหยัดต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ต่อไป ในรัฐฉานของพม่า หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง ลำเลียงฝิ่น เป็นกองคาราวาน โดยเดินทางลำเลียงระหว่างรอยต่อของไทย พม่า และลาว จนถูกขนานนามว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"

       ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ กองทัพก๊กมินตั๋ง ถูกกองทัพพม่าและจีนคอมมิวนิสต์ผลักดัน กวาดล้างอย่างรุนแรง จนไม่สามารถตั้งถิ่นฐานที่มั่นในพม่าได้อีกต่อไป จนเริ่มทะลักเข้าสู่ประเทศไทย โดยกองทัพที่ ๓ ของนายพล หลี่ เหวิน ฝาน ได้เข้ามาทางเชียงใหม่ อำเภอฝาง นายพลต้วน ซี เหวิน เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ดอยตุง และดอยแม่สลอง และดอยแม่สลองนี้แหละ ที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ ๕ และส่วนส่งกำลังบำรุงอยู่อย่างเจ้าของพื้นที่เลยทีเดียว ในขณะนั้นผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ ซึ่งกองพันตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ มีพื้นที่รับผิดชอบในการสนับสนุนการรบ ของทหารราบคือ กรมผสมที่ ๗ ตลอดพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง เคยนำรถที่เรียกว่า รถจี๊บกลางของทหาร จะขึ้นไปสำรวจบนดอยแม่สลอง แต่ขึ้นไม่ได้เพราะกลายเป็นแผ่นดินที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินไทย และในปี พ.ศ.๒๕๐๘ พวกนี้พยายามทะลักลงมาสู่ที่ราบ เพื่อยึดครองพื้นที่ราบของอำเภอแม่จัน

      ในตอนนั้นผู้การกรมผสมที่ ๗ ท่านให้ผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 ไปกับท่าน นั่งเฮลิคอปเตอร์ตรวจการเคลื่อนย้ายของจีนฮ่อกลุ่มนี้ และพบกำลังเคลื่อนย้ายลงมาเป็นขบวนยาวเหยียด ต้องใช้เครื่องขยายเสียงประกาศ (ให้ล่ามจีนพูด) ให้ถอนกลับขึ้นไป มิฉะนั้นจะใช้ปืนใหญ่ยิง ความจริงแล้วขู่ไปอย่างนั้น เพราะปืนใหญ่ยังอยู่ที่อำเภอแม่ริม และสมัยนั้นถนนจากเชียงใหม่ไปลำปางไม่มี ถนนจากเชียงใหม่ผ่านดอยสะเก็ดมาเชียงรายไม่มี มีแต่ทางรถลากไม้ ซึ่งต้องเอารถจี๊บกลางบุกมาถึงเชียงราย แต่เขาก็เชื่อฟังดีจึงถอยกลับขึ้นไปบนเขา กองทัพ ๕ ของนายพล ต้วน ตั้งมั่นอย่างมั่นคง มีกรมฝึกทหารใหม่ เพื่อเสริมกำลังให้แก่หน่วยที่ตั้งอยู่ทางพม่า มีโรงเรียนนจีนที่นักเรียนจีนที่นักเรียนมีวินัยมาก มีการค้า การรับจ้างลำเลียงฝิ่น ต่อมาได้มีการให้อพยพกลับไต้หวันในรอบสองอีก แต่พวกนี้ไม่ยอมกลับ แต่ทั้ง ท.๓ และ ท.๕ ประกาศให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยทุกรูปแบบ ยอมให้ปลดอาวุธ ยอมมอบฝิ่นที่อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนประมาณ ๔๐ ตัน (นำไปเผาที่หลังกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่) ยอมถูกปลดอาวุธ ขออยู่ใต้กฎหมายไทย ขอตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทย ไม่ย้ายไปไหนอีก และกำลังติดอาวุธบางส่วนก็เข้าร่วมในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กับทหารไทย

      ในการสู้รบเพื่อยึดเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทหารจีนชาติ หรือจีนฮ่อ ได้ทำการร่วมอย่างเข้มแข็ง บาดเจ็บ ล้มตายไม่ใช้น้อย และได้ชัยชนะ จนมีการสร้างอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของจีนฮ่อให้บนเขาค้อ ความจริงคือ อนุสาวรีย์ของทหารจีนชาติ อดีตทหารกองพล ๙๓ และกลับมาเป็นกองทัพที่ ๕ กำลังอีกพวกหนึ่งก็เข้าทำการรบชิงที่มั่น ผกค.ที่ดอยผาตั้ง ตอนนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อยู่ไม่ไกลกันนักกับภูชี้ฟ้าที่อยู่ในเขตอำเภอเทิง ซึ่งพวกจีนฮ่อเหล่านี้ ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าทหารไทย เพราะเขาตั้งฐานอยู่บนเขามาตลอด จึงชำนาญภูมิประเทศ แม้ว่าฝ่าย ผกค.จะมีทั้งพวก ลาว ไทย ญวน และ"ม้ง" ที่ชำนาญเขา แต่เมื่อสู้รบกันก็สู้จีนฮ่อไม่ได้ เราจึงได้แผ่นดินผาตั้งที่เคยถูกประกาศว่า เป็นเขตปลดปล่อยกลับคืนมา กลายเป็นบ้านผาตั้ง ที่มีโรงแรมที่พัก มีร้านอาหารอร่อย "ขาหมู หมั่นโถว"

       ขอสรุปทหารจีนฮ่อที่เราเรียกกัน ความจริงแล้ว กองพล ๘๓ ก็สลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ทหารที่ยึดครองอยู่ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองคือ ทหารจีนชาติ ภายใต้การนำของนายพล ต้วน ซี เหวิน และเมื่อทางการเข้าควบคุม และกำกับดูแลตลอดจนจัดที่ทำกินให้ แล้วก็ให้มาอยู่รวมกันที่ดอยแม่สลองทั้งหมด และก่อตั้งเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ก็ต้องตั้ง บก.๐๔ ควบคุมดูแลส่งกำลังให้ พันเอก กาญจนะ ประกาศวุฒิสาร ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ทหารจีนชาติ ก๊กมินตั๋ง ตกค้างภาคเหนือประเทศไทย" หนังสือนี้ไม่ได้วางขายตามแผงหนังสือทั่วไป พ.อ.กาญจนะ ฯ ได้คลุกคลีอยู่ที่ บก.๐๔ นานกว่า ๒๐ ปี รู้จักดีกับนายพลต้วน และเสธ.ทั้งหลายของจีนฮ่อพวกนี้ ต่อมามีชื่อเป็นไทยทุกคน เสธ.กู้ อยู่หมู่บ้านทางขึ้นดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่

       ดังนั้นเมื่อจบสิ้นการสู้รบกับพวก ผกค.แล้ว พวกจีนฮ่อเหล่านี้ก็ได้สัญชาติไทยหมด ซึ่งครั้งแรกให้เฉพาะชั้นผู้นำตามโควต้าการแปลงสัญชาติเป็นไทย ปีละ ๒๐๐ คน

       จีนฮ่อเป็นกลุ่มชนที่ในอดีตเคยเป็นทหารจีนคณะชาติ หนีการปราบปรามของฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เข้ามาทางประเทศพม่า แล้วอพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๙๓ - ๒๔๙๙ อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่ต้องขออนุญาตจากจังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งชาวจีนฮ่อในประเทศไทย ออกเป็น ๓ กลุ่มคือ

      อดีตทหารจีนคณะชาติ ได้แก่บุคคลตามบัญชีรายชื่อที่ทางทหารได้สำรวจและรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรี และได้รับอนุมัติให้แปลงสัญชาติ และให้ฐานะเป็นคนต่างด้าว รวม ๕ รุ่น จำนวน ๑๓,๗๒๘ คน ปัจจุบันทางราชการได้ผ่อนผันให้อดีตทหารจีนคณะชาติ และครอบครัวอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวม ๘ อำเภอกับ ๑ กิ่งอำเภอ

       จีนฮ่ออพยพ ได้แก่คนจีนที่เป็นครอบครัวของอดีตทหารจีนคณะชาติ เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๗ - ๒๕๐๔ โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

       จีนฮ่ออิสระ ได้แก่ชาวจีนที่อ้างว่าเป็นญาติพี่น้องของอดีตทหารจีนคณะชาติ และจีนฮ่ออพยพ พลเรือนหลบหนีเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๓๒ อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

       ชาวจีนฮ่อมีวัฒนธรรมดั้งเดิมในกลุ่มของตนเอง เพราะมีเชื้อสายจีน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาจีนกวางตุ้ง และภาษาจีนกลาง การตั้งถิ่นฐานจะกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขา หรือพื้นที่สูงทางภาคเหนือตอนบน

จีนฮ่อในแม่สาย
      ชุมชมชาวจีนฮ่อที่เป็นที่รู้จักดีก็คือ บริเวณตลาดใหม่ ม.6 บ้านป่ายาง และที่ชุมชนจีนฮ่อบ้านถ้ำ ซึ่งส่วนใหญjจะเป็นเครือญาติกันทั้งนั้น จากการสอบถามคนจีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตลาดใหม่ได้ความว่า บริเวณนี้เริ่มมีชาวจีนฮ่ออพยพมาตั้งรกรากประมาณปี พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนจีนฮ่อตลาดใหม่

      ปัจจุบันยังมีเรือนไม้เก่า ๆ ให้ได้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ก็หาที่เป็นแบบดั้งเดิมไม่ค่อยมีแล้ว ส่วนใหญ่จะต่อเติมจากเรือนไม้ธรรมดา ไปเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ตามสมัยนิยม บริเวณตลาดใหม่ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมหยูนหนาน ซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วย และก็เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพี่น้องชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายด้วยเช่นกัน

      ส่วนชาวจีนฮ่อที่นับถือศาสนาอิสลาม จากการพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ตลาดใหม่แล้ว ได้ใจความคร่าว ๆ ว่า เป็นชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาศัยอยู่ในประเทศจีน เช่นเดียวกับมองโกเลีย แมนจู หรือเผ่าโลโล ซึ่งคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลามนี้เรียกันว่า หุย หรือหุยเจี้ยว ส่วนจีนฮ่อที่นับถือศาสนาพุทธจะเรียกว่า ฮั่นเจี้ยว

      ชนเผ่าหุยจะเป็นลักษณะสูง ขาว ผู้หญิง(โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ) จะนิยมแต่งชุดคลุมหัว (แบบอิสลามทั่วไป) ส่วนผู้ชายนิยมไว้หนวดเครายาว (ตามความนิยมของชายมุสลิมทั่วไป)

      ปัจจุบันชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายรุ่นหลัง ๆ นี้จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไม่เหมือนรุ่นปู่ยา ตาทวด ที่ต้องหลบลี้หนีสงครามจากประเทศจีน จนต้องขาดการศึกษาที่ดี วันนี้นับว่าจีนฮ่อรุ่นใหม่ได้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นที่อยู่ได้อย่างมากมาย และทางรัฐบาลไทยก็ได้ทำการมอบสิทธิเป็นคนไทยให้แก่จีนฮ่อรุ่นก่อน ๆ เกือบหมดแล้ว ส่วนรุ่นหลัง ๆ เมื่อเกิดในแผ่นดีนไทย พวกเด็กเหล่านั้นก็เป็นคนไทยโดยกฏหมาย

รวมเว็บไซต์สำคัญในจังหวัดเชียงราย

ททท ภาคเหนือเขต 2 | เทศบาลนครเชียงราย | จังหวัดเชียงราย | อี-เชียงราย | สวท.เชียงราย | พระตำหนักดอยตุง | เชียงรายทูเดย์ | ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน | ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย | เซ็น อุทยานสวนชา | ท่องเที่ยวชนเผ่า | มูลนิธิกระจกเงา | วัดร่องขุ่น | วนา ฟาร์มนกกระจอกเทศ | อุทยานแห่งชาติ | เชียงรายโฟกัส | เจียงฮายสะปายกล้อง |สถานีขนส่งแห่งที่ 2

eXTReMe Tracker
Copyright ? 2009 http://www.lovemaesai.com.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form

สงวนสิทธิ์ทุกข้อความ / รูปภาพ หากต้องการข้อมูลภายในเว็บไซต์กรุณาติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ EMAIL